วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

10 ผลไม้ไทย ที่มีสารต้านมะเร็งสูง

                        10 ผลไม้ไทย ที่มีสารต้านมะเร็งสูง


ผลไม้


10 ผลไม้ไทย ที่มีสารต้านมะเร็งสูง (เดลินิวส์)

วันนี้เกร็ดความรู้มี 10 ผลไม้ไทยที่มีสารต้านมะเร็งสูงมาฝากกัน...
กรมอนามัยวิจัย 10 ผลไม้ไทย มีสารต้านมะเร็งสูง นางนัทยา จงใจเทศ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า จากการทำวิจัย "องค์ความรู้เรื่องปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในผลไม้เพื่อส่งเสริมสุขภาพ (วิตามินซี วิตามินอี และ เบต้าแคโรทีน) ในผลไม้" ที่ทำการศึกษาในผลไม้ 83 ชนิด พบว่า

ผลไม้ 10 อันดับแรกที่มีเบต้าแคโรทีนสูงคือ

1. มะม่วงน้ำดอกไม้สุก
2. มะเขือเทศราชินี
3. มะละกอสุก
4. กล้วยไข่
5. มะม่วงยายกล่ำ
6. มะปรางหวาน
7. แคนตาลูปเนื้อเหลือง
8. มะยงชิด
9. มะม่วงเขียวเสวยสุก
10. สับปะรดภูเก็ต


ผลไม้ทั้งหมดนี้มีเนื้อสีเหลืองและสีเหลืองเข้ม


ส่วนผลไม้ที่ไม่มีเบต้าแคโรทีนเลย
1. แก้วมังกร
2. มะขามเทศ
3. มังคุด
4. ลิ้นจี่
5. สาลี่


ส่วน 10 อันดับแรกของผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงคือ

1. ฝรั่งกลมสาลี่
2. ฝรั่งไร้เมล็ด
3. มะขามป้อม
4. มะขามเทศ
5. เงาะโรงเรียน
6. ลูกพลับ
7. สตรอเบอร์รี่
8. มะละกอสุก
9. ส้มโอขาว
10. แตงกวา
11. พุทราแอปเปิล


การศึกษานี้พบผลไม้ที่มีวิตามินอีสูง 10 อันดับแรกคือ

1. ขนุนหนัง
2. มะขามเทศ
3. มะม่วงเขียวเสวยดิบ
4. มะเขือเทศราชินี
5. มะม่วงเขียวเสวยสุก
6. มะม่วงน้ำดอกไม้สุก
7. มะม่วงยายกล่ำสุก
8. แก้วมังกรเนื้อสีชมพู
9. สตรอเบอร์รี่
10. กล้วยไข่

ผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีน วิตามินซี และวิตามินอีน้อยทั้ง 3 ตัว คือ สาลี่ องุ่น และแอปเปิล


ส่วนผลไม้ที่มีสารทั้ง 3 ตัว ค่อนข้างสูงคือ มะเขือเทศราชินี
ทั้งนี้ เบต้าแคโรทีน วิตามินซีและอี เป็นกลุ่มของสารอาหารที่ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่ก่อให้ร่างกายเกิดการอักเสบ ทำลายเนื้อเยื่อ เกิดต้อกระจกในผู้สูงอายุ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด สารทั้ง 3 ตัว โดยเฉพาะ เบต้าแคโรทีนจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ยับยั้งการก่อกลายพันธุ์ ป้องกันเนื้องอก ลดความเสี่ยงการเป็นต้อกระจก มะเร็งและหัวใจได้

จึงควรรับประทานผลไม้ในปริมาณมากพอสมควรทุกวัน หรืออย่างน้อยวันละ 4 ส่วนของอาหารที่รับประทาน เพื่อสุขภาพที่ดี

วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2557

เนเธอร์แลนด์

                                                                         
        เนเธอร์แลนด์ (ดัตช์: Nederlands; อังกฤษ: Netherlands) หรือที่มักเรียกกันว่า ฮอลแลนด์ (อังกฤษ: Holland) หรือ ฮอลันดา เป็นประเทศซึ่งตั้งอยู่ในยุโรปตะวันตกตอนเหนือ ชื่อประเทศมีรากศัพท์มาจากคำว่า “Neder” หรือ “ต่ำ” เนื่องจากภูมิประเทศส่วนใหญ่ของเนเธอร์แลนด์เป็นที่ราบลุ่ม และพื้นที่ประมาณหนึ่งในสี่ของประเทศต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เนเธอร์แลนด์ได้ปรับพื้นที่โดยการสูบน้ำออกจากทะเลสาบและทางน้ำต่าง ๆ เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้ เนเธอร์แลนด์ได้สร้างเขื่อน ทางระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้พื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศประสบภาวะอุทกภัย เนเธอร์แลนด์จึงมีสิ่งก่อสร้างด้านวิศวกรรมการจัดการน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

File:Flag of the Netherlands.svg     
ธงชาติเนเธอร์แลนด์
 
         ประวัติศาสตร์โดยสังเขป ประมาณช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1 เนเธอร์แลนด์เป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมัน และมีสันติภาพยาวนานต่อเนื่องเป็นเวลา 250 ปี ต่อมา เมื่อจักรวรรดิโรมันเสื่อมอำนาจลง ชนเผ่าเยอรมันนิก และเคลติก ได้เข้าไปครอบครองพื้นที่แถบนั้น
ในช่วงปี พ.ศ. 1906-2025 เนเธอร์แลนด์อยู่ภายใต้การปกครองของดยุคแห่งเบอร์กันดี และในศตวรรษที่ 16 เนเธอร์แลนด์ถูกปกครองโดยสเปน ต่อมาเจ้าชายวิลเลียมแห่งออเรนจ์และขุนนางจำนวนหนึ่ง ได้ก่อการปฏิวัติต่อสมเด็จพระราชาธิบดีฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน เพื่อเรียกร้องให้ประชาชนเนเธอร์แลนด์และได้สถาปนาสาธารณรัฐดัตช์และ สามารถนับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ได้ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2191 (ค.ศ. 1648) จึงได้มีการลงนามในสนธิสัญญามุนสเตอร์ เพื่อสงบศึกระหว่างเนเธอร์แลนด์และสเปน ซึ่งดำเนินมาถึง 80 ปี และถือเป็นการประกาศเอกราชของเนเธอร์แลนด์ด้วย
หลังจากได้ประกาศเอกราชจากจักรวรรดิสเปน ชาวดัตช์ได้ร่วมกันฟื้นฟูประเทศจนในที่สุดได้เข้ามาสู่ยุคทอง เช่นเดียวกับ สเปน โปรตุเกส และสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นมหาอำนาจทางทะเลในการแสวงหาโอกาสทางการค้าในดินแดนต่าง ๆ ของโลก เนเธอร์แลนด์เป็นมหาอำนาจทางทะเลและเศรษฐกิจชั้นนำของยุโรปในเวลานั้น และกรุงอัมสเตอร์ดัมก็ได้กลายมาเป็นศูนย์กลางการเงินของยุโรป จนมีนักเศรษฐศาสตร์หลายคนถือให้เนเธอแลนด์เป็นประเทศระบอบทุนนิยมประเทศแรกของโลก
เมื่อปี พ.ศ. 2338 (ค.ศ. 1795) กองทัพปฏิวัติฝรั่งเศสนำโดยพระเจ้านโปเลียนที่ 1 ได้กรีฑาทัพเข้ายึดครองเนเธอร์แลนด์ และในปี พ.ศ. 2353 (ค.ศ. 1810) เนเธอร์แลนด์ก็ได้ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิฝรั่งเศส ต่อมาเมื่อจักรวรรดิฝรั่งเศสเสื่อมอำนาจลงเนเธอร์แลนด์จึงได้รับเอกราชคืนมาอีกครั้งในปี พ.ศ. 2357 (ค.ศ. 1814) โดยมีเบลเยียมเป็นส่วนหนึ่งของเนเธอร์แลนด์ อย่างไรก็ดี เนื่องจากความแตกต่างในทุก ๆ ด้านระหว่างเนเธอร์แลนด์และเบลเยียม ประเทศทั้งสองจึงได้แยกออกจากกันอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2382 (ค.ศ. 1839)
เนเธอร์แลนด์ประกาศความเป็นกลางในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่างปี พ.ศ. 2457-2461 และประกาศความเป็นกลางอีกครั้งหนึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างไรก็ดี กองทัพเยอรมนีได้รุกรานและยึดครองเนเธอร์แลนด์ ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2483-2488 ปัจจุบันเนเธอร์แลนด์เป็นสมาชิกที่มีบทบาทแข็งขันในสหภาพยุโรปและองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือหรือนาโต
เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศเจ้าอาณานิคมจนกระทั่งภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยอินโดนีเซียได้ประกาศเอกราชจากการเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์เมื่อปี พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1949) และซูรินาเมประกาศเอกราชเมื่อปี พ.ศ. 2497 (ค.ศ. 1954) ส่วนเนเธอร์แลนด์แอนทิลลิสและอารูบายังคงเป็นส่วนหนึ่งของเนเธอร์แลนด์ โดยมีอธิปไตยในการบริหารกิจการภายในประเทศ ส่วนด้านการทหารและการต่างประเทศยังอยู่ภายใต้ความควบคุมดูแลโดยรัฐบาลเนเธอร์แลนด์

                          ภาวะเศรษฐกิจและการค้า
           ชาวเนเธอร์แลนด์ เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการค้ามาช้านาน ทั้งการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง และการค้ากับประเทศในภูมิภาคอื่นของโลก สาเหตุที่ทำให้เชี่ยวชาญด้านนี้มีองค์ประกอบหลายประการด้วยกัน ที่สำคัญคือ ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีแม่น้ำสำคัญหลายสายไหลผ่านมาจากหลายประเทศในยุโรป ไปออกทะเลที่ประเทศของตน ทำให้หลายเมืองของเนเธอร์แลนด์ กลายเป็นท่าเรือ ที่สำคัญ คือ ท่าเรือรอตเทอร์ดาม (Rotterdam) ซึ่งเป็นท่าเรือที่ใหญ่และมีความสำคัญทางด้านการค้าระหว่างประเทศมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกจึงเปิดโอกาสให้ชาวเนเธอร์แลนด์ทำการค้าได้สะดวก

วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ตูลูช

                                                                        ตูลูช
              ตูลูซ (ฝรั่งเศส: Toulouse) อยู่ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส เป็นเมืองหลวงแห่งแคว้นมีดี-ปีเรเน ติดกับประเทศสเปน แต่มีพรมแดนธรรมชาติคือเทือกเขาพิเรนีสคั่นไว้ แม่น้ำที่สำคัญของตูลูซ คือ แม่น้ำการอน (La Garonne) และสถาปัตยกรรมของเมืองมักก่อด้วยอิฐสีส้ม ทำให้เมืองนี้ได้ชื่อว่า La ville rose (เมืองสีชมพู) ตูลูซมีสนามบินของตนเองคือ ท่าอากาศยานบลาญัก (Blagnac) และยังเป็นเมืองแห่งศูนย์กลางอุตสาหกรรมประกอบเครื่องบิน รวมทั้งมีโรงงานผลิตเครื่องบินแอร์บัส (Air Bus) ด้วยเช่นกัน


File:Montage Toulouse 2.jpg
 
 

                                ตูลูส เมืองสีชมพู ถิ่นกำเนิดแอร์บัส

         ครั้งแรกที่ได้รับคำเชิญจากสายการบินไทยแอร์เอเชีย ให้ร่วมเดินทางไปเยี่ยมชมโรงงานประกอบเครื่องบินแอร์บัส ที่เมืองตูลูส (Toulouse) ประเทศฝรั่งเศส ในโอกาสที่สายการบินไทยแอร์เอเชีย สั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัส A320 เครื่องใหม่ป้ายแดงยกฝูง 40 ลำ เพื่อนำมาให้ บริการคนไทย
หลังทนนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่บนเครื่องบินนานกว่า 10 ชั่วโมง เราก็ลัดฟ้ามาถึงเมืองตูลูส เมืองใหญ่อันดับ 4 ของดินแดนแห่งน้ำหอมและแฟชั่น แรกที่ได้สัมผัส ยอมรับว่าผิดคาดจริงๆ เมืองตูลูสไม่มีสภาพของเมืองอุตสาหกรรมให้เห็นแม้แต่นิดเดียว ทั้งที่เมืองนี้ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอากาศยาน นอกจากจะมีโรงงานประกอบเครื่องบินของแอร์ บัสแล้ว ที่นี่ยังเป็นศูนย์การศึกษาอวกาศแห่งชาติ (Centre National d'Etudes Spatiales) รวมทั้งมีบริษัทสร้างดาวเทียมธีออสตั้งอยู่อีกด้วย


 
 
         เมืองตูลูส เป็นเมืองหลวงของแคว้นมีดิ-ปิเรเน่ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นที่ราบสลับเนินเขา อากาศอบอุ่นแบบเมดิ-เตอร์เรเนียน ไม่หนาวเหน็บเหมือนตอนเหนือ แม้จะเป็นเมืองใหญ่แต่ ก็ไม่แออัด ผู้คนตั้งบ้านเรือนกระจายกันอยู่ทั้งในเขตเมืองชั้นใน เขตเมืองชั้นนอก และเขตชนบท ซึ่งส่วนใหญ่ยังยึดอาชีพเกษตรกรเป็นหลัก โดยในเขตตัวเมืองชั้นใน ตึกรามบ้านช่องนิยมก่อสร้างด้วยอิฐดินเผาแบบโบราณสีแดงก้อนโตๆ เหตุนี้เองทำให้ เมืองตูลูสได้รับสมญาว่า “เมืองสีชมพู” (Ville Rose) ยิ่งยามเย็นพระอาทิตย์ใกล้ตกดินจะเห็นได้เด่นชัดว่าเมลืองมลังด้วยแสงสีชมพู อาคารส่วนใหญ่จะเน้นสถาปัตย-กรรมสไตล์ฝรั่งเศส โดยเฉพาะยุคเรอเนสซองส์ แต่ละหลังมีความสูงเพียงไม่กี่ชั้น ไม่มีตึกสูงๆระเกะระกะตาให้ เห็น เขตเมืองชั้นในนี้มองเผินๆคล้ายนครปารีสที่เป็นเมืองหลวงเช่นกัน
ประชากรที่นี่มีอยู่ราวๆ 1 ล้านคนเท่านั้น และมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ นอกจากคนฝรั่งเศสแท้แล้ว ยังมีชาวแอลจีเรีย แอฟริกัน มุสลิม ซิกข์ รวมทั้งคนเอเชีย จีน ไทย และลาว อยู่รวมกันอย่างสงบสุข คนตูลูสเป็นคนสบายๆ ยิ้มง่าย ไม่ค่อยซีเรียส สภาพเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ในขั้นดี
วิถีชีวิตผู้คนก็ไม่เร่งรีบมากนัก เช้าก็ไปเรียน ไปทำการทำงาน พอตกบ่ายทั้งวัยรุ่นหนุ่มสาวและคนทำงาน จะพากันมานั่งจิบน้ำชา กาแฟ ซดเบียร์ พูดคุยสรวลเสเฮฮากันตามร้านอาหารในย่านจัตุรัส “ปลาซ ดู กาปิตอล” (Place du capitole) ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง หรือไม่ก็เดินช็อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนมดังๆ ระดับโลกในย่านนั้นกันอย่างสบายอารมณ์ ถึงจะไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวชั้นนำของฝรั่งเศส แต่เมืองตูลูสก็มีของดีไว้ อวดแขกบ้านแขกเมืองกับเขาเหมือนกัน ยิ่งคนที่ชอบด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมด้วยแล้วห้ามพลาดเมืองนี้เด็ดขาด


    สถานที่แรกที่ควรไปเยี่ยมชมคือ “โบสถ์แซงต์ แซร์แนง” (La Basilique Saint Sernin) ที่มีชื่อเสียงก้องโลก สร้างขึ้นราวคริสต์ศตวรรษที่ 11-12 ศิลปกรรมโรมันเนสก์ โบสถ์หลังนี้มีประวัติความเป็นมายาวนาน ถูกทำลายครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยน้ำมือข้าศึกผู้รุกราน แต่ชาวเมืองก็ต่อสร้างเสริมขึ้นใหม่เรื่อยๆ จุดเด่นคือยอดโดมหรือหอคอย ที่มีความสูงมากกว่าตึก 10 ชั้น สมัยก่อนใช้เป็นที่เฝ้าดูข้าศึกที่จะเข้ามาโจมตีเมือง ภายในตัวโบสถ์โอ่อ่าอลังการ จุคนได้นับพันคน บรรยากาศเข้มขลังปนลึกลับ พาลให้นึกถึงหนังเรื่อง “รหัสลับดาวินซี” แต่พอคุ้นสักพักก็ทำให้จิตใจสงบสุขได้อย่างประหลาด
อีกสถานที่หนึ่งที่ห้ามพลาด “โบสถ์แซงต์ เอเตียง” (Saint-Etienne Cathedral) ตั้งอยู่ในเขตตัวเมืองตูลูสเช่นกัน แม้จะมีขนาดเล็กกว่าโบสถ์แซงต์ แซร์แนง แต่ก็มีความสวยงามและมีประวัติน่าสนใจไม่แพ้กัน โบสถ์แซงต์ เอเตียง เริ่มก่อสร้างในยุคจักรวรรดิโรมันเรืองอำนาจ และมีการปรับปรุงเรื่อยมา ภายในโบสถ์จะมีกระจกสี (Stained glass) บอกเล่าเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิล ประดับประดาอยู่ตามบานหน้าต่างของตัวโบสถ์ ถือเป็นจุดเด่นของโบสถ์สไตล์โกธิค

 
        เมืองตูลูสมีดอกไม้ประจำถิ่น ชาวเมืองเรียกว่า “ไวโอเลต เดอ ตูลูส” ลักษณะเป็นดอกเล็กๆ สีม่วง คล้ายดอกดุสิตา ซึ่งเป็นกล้วยไม้ดินชนิดหนึ่งในบ้านเรา จะเบ่งบานชูช่อในราวเดือนพฤศจิกายน ว่ากันว่าช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่เมืองตูลูสสวยงามที่สุด เพราะนอกจากจะอากาศดีแล้ว ยังมีสีสันของดอกไม้มาช่วยแต่งแต้มความงามให้กับเมืองเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ชาวตูลูสนิยมเก็บดอกไม้ชนิดนี้มาทับให้แห้ง ทำเป็นของที่ระลึก อาทิ ที่คั่นหนังสือ หรืออาจนำไปแปรรูปเป็นชา หรือผสมกับน้ำตาลทรายให้เป็นสีม่วง ขายให้นักท่องเที่ยว
เที่ยวชมเมืองตูลูสจนหนำใจแล้ว ถ้าใครมีเวลาก็ไม่ควรพลาด ขับรถเลยจากตัวเมืองตูลูสไปราว 90 กิโลเมตร ก็จะถึงเมืองโบราณที่มีชื่อว่า “เมืองคาร์คาซอน” (Carcasonne) สร้างขึ้นสมัยโรมันเรืองอำนาจ ใน ค.ศ.453 จากนั้นมีการก่อสร้างเพิ่มเติมในยุคต่อๆมาอีกหลายสมัย กระทั่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ.1997

        เมืองนี้มีความแปลกเนื่องจากตัวเมืองตั้งอยู่ในกำแพงปราสาท ซึ่งมีชัยภูมิที่ดีเพราะอยู่บนเนินสูง มองเห็นข้าศึกได้แต่ไกล มีการก่อสร้างกำแพง คูคลอง และหอรบไว้พร้อมสรรพ จนกลายเป็นป้อมปราการขนาดใหญ่ที่ข้าศึกยากจะพิชิตได้ง่ายๆ ปัจจุบันถือเป็นเมืองโบราณที่ยังมีชีวิต เข้าไปเยี่ยมชมแล้วคล้ายย้อนกลับไปสู่ยุคกลางของยุโรป ภาพอัศวินนักรบสวมเกราะเหล็กหนักอึ้ง ถือทวนยาวเฟื้อยควบม้าวิ่งเข้าต่อสู้กัน ปรากฏให้เห็นเด่นชัดขึ้นในจินตนาการทันที หากใครเคยชมภาพยนตร์เรื่อง “โรบินฮูด” ภาคที่มี “เควิน คอสเนอร์” แสดงเป็นพระเอก ก็คงร้องอ๋อ เพราะฉากในหนังเรื่องนั้นส่วนใหญ่ถ่ายทำที่เมืองคาร์คาซอนแห่งนี้
หากใครมีโอกาสแวะไปฝรั่งเศส ลองไปเยี่ยมเยือนเมืองตูลูสบ้าง แล้วจะพบว่าฝรั่งเศสมีอะไรมากกว่าแหล่งช็อปปิ้ง แฟชั่นเสื้อผ้า และน้ำหอม เพราะ ตูลูสอบอุ่นเกินกว่าที่คิด ไปเยือนแล้วอาจทิ้งหัวใจไว้ที่นั่นก็ได้.
 

วันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2556

นักบาสเกตบอล

 
โทนี พาร์กเกอร์
 
       โทนี พาร์กเกอร์ (อังกฤษ: Tony Parker) เกิดวันที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ. 1982 เป็นนักบาสเกตบอลมืออาชีพของ NBA อยู่ทีม San Antonio Spur และทีมชาติของประเทศฝรั่งเศส เขาเป็นลูกชายของอดีตนักบาสเกตบอลมืออาชีพและเขาถูกเลือกให้มาเล่นใน San Antonio Spur ในปี 2001 เขาได้รับเลือกให้เป็น Point Guard ตั้งแต่เข้าร่วมทีม เพื่อนๆ ของเขาโหวตให้เป็นผู้เล่นที่ทำคะแนนได้ดีที่สุดและเขาได้ช่วยให้ San Antonio Spur ชนะ NBA Championship ด้วยกันถึงสามครั้งในปี 2003, 2005 และ 2007 เขาได้รับเลือกให้เป็น NBA All-star ถึงสามครั้งด้วยกันและได้รับเลือกให้เป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดในนัดชิงชนะเลิศ เขาได้สมรสกับ อีวา ลองโกเรีย นักแสดงชื่อดังของ Hollywood ซึ่งอายุมากกว่า 7 ปี พวกเขาสมรสกันในโบสถ์ที่ฝรั่งเศส ที่มีชื่อว่า Saint-Germain l'Auxerrois Churchใน กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ผลงานในการแข่งขันบาสเก็ตบอล

  • เอนบีเอ แชมป์เปี่ยนชิพ 2003 2005 2007
  • ฝรั่งเศส แชมป์เปี่ยนชิพ น้องใหม่ ของปี 2001
  • เอนบีเอ ชนะเลิศ เอมวีพี 2007
  • เอนบีเอ ออลสตาร์ 2006 2007 2009
  • เหรียญทองแดงใน ยูโร แชมป์เปี่ยนชิพ 2005


File:TonyParker82.jpg

นักกีฬาปั่นจักรยาน

 
 
อาลแบร์ บูร์ลง
 
         อาลแบร์ บูร์ลง (ฝรั่งเศส: Albert Bourlon) เป็นอดีตนักขี่จักรยานถนนอาชีพชาวฝรั่งเศส เขาเกิดในซ็องแซร์ก ใน ค.ศ. 1947 บูร์ลงเป็นผู้ชนะอันดับที่ 14 ของรายการตูร์เดอฟร็องส์ โดยเกือบเป็นช่วงแรกที่เขาได้แยกทางออกไป และขี่มาแบบเดี่ยวเป็นระยะ 253 กม. (157 ไมล์) ซึ่งเป็นเส้นทางที่ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ตูร์เดอฟร็องส์หลังช่วงสงคราม[2]
 

ไฟล์:อัลแบร์ บูลง.jpg
 
 
 

วันพุธที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ผัก ภาษาฝรั่งเศสlegume

 
 
 
 
คำศัพท์
ผัก ภาษาฝรั่งเศสlegume
 
 
คำอ่าน
 
 



ความหมาย
legumesเลกึมผัก
échaloteเอะชาลอตหัวหอมแดง
épinardเอพินา(ค)ผักขม
germe de sojaแจมเดอโซจาถั่วงอก
gingembreจังจอมเบลอขิง
gourdeกวด(เดอ)ฟัก,น้ำเต้า
mentheม็องท์ใบสะระแหน่
navetนาเวะผักกาด
oignonโอน(นิ)ยงหัวหอม
persilแปร์ซิลผักชีฝรั่ง
petit pimentเพอทิพีม็องพริกขี้หนู
choux chinoisชูชินัวผักกาดขาว
citronnelleซิโทรเนลตะไคร้
citrouilleซิทูย(เยอ)ฟักทอง
coriandreโคริยองเดอผักชี(ไทย)
gourde amèreกวด(เดอ)อะแมมะระ
graine de lotusแกรนด์เดอโลตุสเม็ดบัว
haricotอาริโคถั่วฝักยาว
ignameอิเนียมมันเทศ
chouชูกะหล่ำปลี
chou friséชูฟริเซ่ะคะน้า
chou-fleurชูเฟลอกะหล่ำดอก
laitueเลททวูผักกาดหอม
laurierโลริเย่ใบกระวาน
maïsไมข้าวโพด
pimentพีม็องพริก
poireauพัวโฮะต้นหอม
poisพัวถั่ว
ailไอยกระเทียม
aromatesอาโรมัทข่า,กระชาย
aubergineโอแบจีน(เนอ)มะเขือ
basilicบาสิลิคใบโหระพา
cacahuèteแคคาเว็ทถั่วลิสง
cajouแคจูวเม็ดมะม่วงหิมพานต์
cannelleแคเน็ลอบเชย
cassaveแคสซาบ(เวอะ)มันสำปะหลัง
célériเซเลอลิขึ้นช่าย
champignon de parisชอมปิยองเดอปาริเห็ดกระดุม,เห็ดปารีส
champignon noirชอมปิยองนัวเห็ดหูหนู
poivronพัววงพริกหยวก
pomme de terreพอมเดอแทมันฝรั่ง
pousse de bambouพูสเดอบอมบูหน่อไม้
radis chinoisราดิชินัวหัวไชเท้า
sojaโซจาถั่วเหลือง
taroทาโฮเผือก
tomateโทมัทมะเขือเทศ

วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556

Jeanne d'Arc วีรสตรี แม่มด และนักบุญ

 
 
 
Jeanne d'Arc (1412 - 1431)
Jehanne Darc
หรือ
Joan of Arc
                                                           บ้านเกิดของแจนน์ ดาร์ค ปัจจุบันเป็นพิพิทธพันธ์
 
         ในบรรดาสตรีที่เหลือชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์โลกนั้น คงจะไม่เป็นที่ปฏิเสธว่าชื่อของแจนน์ ดาร์คคงจะเป็นที่จดจำ ทั้งในฐานะนักบุญของศาสนาคริสต์ และในฐานะวีรสตรีที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งเท่าที่ฝรั่งเศสเคยมีมา ชีวิตของเธอผกผันราวกับละครเรื่องยาว....จากสาวชาวบ้านไปเป็นวีรสตรี จากวีรสตรีไปเป็นแม่มด และจากแม่มดไปเป็นนักบุญ จนทุกวันนี้ เรื่องราวของแจนน์ ดาร์คก็ยังมีอิทธิพลต่อเมเดียต่างๆมากมาย ซึ่งไม่จำกัดอยู่เฉพาะในฝรั่งเศสเท่านั้น
คุณ meekun ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีเควส

           โดยบันทึกของศาลฟื้นฟูคดีของแจนน์ ดาร์ค (ที่ถูกคือ Jehanne Darc ส่วนJeanne d'Arc เป็นคำสะกดที่เปลี่ยนแปลงในยุคหลัง) เกิดเมื่อวันที่ 6 มกราคม 1421 ที่หมู่บ้านดอมเรมี่ ในแคว้นลอร์เรน ประเทศฝรั่งเศส เป็นบุตรของแจ็ค ดาร์ค และอิซาเบล โรเม่
นอร์มังดี (พื้นที่ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส) ในยามนั้นถูกยึดครองโดยอังกฤษ และหลังจากที่พระเจ้าชาร์ลสที่ 6 ทรงสวรรคตไปเมื่อปี 1422 บังลังค์ฝรั่งเศสก็ว่างเปล่ามาตลอด พระเจ้าชาร์ลสที่ 6 ทรงมีเจ้าชายรัชทายาทคือเจ้าฟ้าชายชาร์ลส (พระเจ้าชาร์ลสที่ 7 ในภายหลัง) ก็จริง แต่เนื่องจากการลงนามใน Treaty of Troyesเพื่อยุติสงครามร้อยปีและสงครามอกินคอร์ทระหว่างพระเจ้าชาร์ลสที่ 6 และพระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 สิทธิ์ในบังลังค์ฝรั่งเศสจึงตกอยู่กับพระเจ้าเฮนรี่ที่ 6 (สนธิสัญญากล่าวว่า พระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 จะแต่งงานกับแคทเธอรีนซึ่งเป็นบุตรสาวของพระเจ้าชาร์ลสที่ 6 แล้วลูกของทั้งสองจะเป็นผู้สืบทอดบังลังค์ของทั้งสองประเทศ) ซึ่งทำให้สิทธิ์ในบังลังค์ถูกแย่งไปจากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส และมีขุนนางฝรั่งเศสจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยต่อข้อตกลงนี้ 
         
        สงครามในเวลาดังกล่าวถูกพูดถึงว่าเป็นสงครามระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส แต่ในความจริง เวลานั้นยังไม่มีการก่อตั้งประเทศอย่างเป็นทางการจะอย่างไรก็ดี ราชวงศ์อังกฤษในเวลาดังกล่าวก็มีต้นกำเนิดในสายมารดามาจากฝรั่งเศสเช่นกัน จึงกล่าวได้ว่าพระเจ้าเฮนรี่ที่ 6 ก็มีสิทธิ์ในบังลังค์ฝรั่งเศสด้วย หากเกี่ยวกับข้อนี้ ขึ้นอยู่กับว่าประเทศดังกล่าวยึดหลักว่าสิทธิ์ที่ถูกถ่ายทอดไปจะมีผลต่อบุตรชายสายตรงเท่านั้น หรือจะยินยอมรับบุตรที่เกิดจากบุตรสาวซึ่งแต่งงานไปยังตระกูลอื่นด้วย แน่นอนว่าฝ่ายพระเจ้าชาร์ลสที่ 7 ย่อมเป็นพวกแรก
           ฤดูร้อนปี 1452 แจนน์ได้ยิน"เสียง"ของเซนต์แคทรีน เซนต์ไมเคิ่ล และเซนต์มาร์กาเร็ต บอกให้เธอไปพบกับเคาทน์โรเบิร์ต เดอ บาว์ดริคอร์ท เพื่อทำการปลดปล่อยลอร์เรนและช่วยฝรั่งเศส
เดือนพฤษภาคม 1428 แจนน์เดินทางไปพบกับเคาทน์บาว์ดริคอร์ท หากก็ถูกปฏิเสธการเข้าพบ จนกระทั่งกุมภาพันธ์ปี 1429 เคาทน์บาว์ดริคอร์ทจึงยอมพบกับเธอ เขามอบเสื้อผ้าผู้ชาย ม้าและผู้ติดตาม 6 คนให้กับแจนน์และส่งเธอไปหาเจ้าฟ้าชายชาร์ลสที่จีน่อน
       หนึ่งในเอกสารหายากที่เหลืออยู่ ลายเซ็นต์ของแจนน์
เห็นได้ว่าเธอเขียน n เป็น m เนื่องจากเธออ่านเขียนไม่ได้
        ในยามนั้น แคว้นลอร์เรนเป็นดินแดนของฝ่ายชาร์ลสที่ถูกล้อมโดยดินแดนของฝ่ายศัตรู แจนน์ที่เดินทางไปพบเจ้าฟ้าชายชาร์ลสจะต้องเดินทางกว่า 600 กิโลเมตรผ่านกลางกองทัพศัตรูเพื่อจะไปให้ถึงจีน่อน ซึ่งโดยความช่วยเหลือของผู้ส่งสารของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส แจนน์ผ่านอุปสรรคแรงนี้ได้ด้วยเวลาเพียง 11 วัน กล่าวกันว่า โดยปราศจากความช่วยเหลือของผู้ส่งสารดังกล่าวนี้แล้ว คงเป็นการยากที่แจนน์จะไปถึงจีน่อนได้
        เจ้าฟ้าชายชาร์ลสที่รอแจนน์อยู่นั้นทรงนึกสนุกเล่นเกมขึ้นมา พระองค์แต่งตัวให้ไม่สมฐานะแล้วยืนปะปนอยู่ในหมู่คนสนิท หากแจนน์ก็หาพระองค์พบแทบในทันที่ที่เธอมาถึง ทั้งสองได้คุยกันเป็นการส่วนตัว ซึ่งกล่าวกันว่าแจนน์ได้บอกถึงความลับ* ซึ่งยืนยันสิทธิ์ในราชบังลังค์ของเจ้าฟ้าชายชาร์ลสตามที่ได้ยินมาจาก"เสียง" เจ้าฟ้าชายชาร์ลสจึงเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้ส่งเธอมาจริง คนของโบสถ์ซึ่ในครั้งแรกยังสงสัยในตัวแจนน์อยู่ หลังจากการตัดสินกว่า 3 วันที่พอยติเออร์ พวกเขาก็ยอมรับเธอในที่สุด
       แจนน์ปฏิเสธที่จะบอกคนอื่นว่าความลับดังกล่าวคืออะไรกระทั่งระหว่างการพิพากษาลงโทษในภายหลัง แม้แต่ในปัจจุบัน ความลับดังกล่าวก็ยังคงเป็นความลับอยู่
        เมษายน 1429 แจนน์มุ่งไปยังออร์ลีนส์ซึ่งถูกอังกฤษล้อมอยู่ โดยมีจีน เดอลีนส์, ราอีลและ กิลส์ เดอ เรยส์เป็นเพื่อนร่วมรบ แจนน์ต่อสู้กับกองทัพอังกฤษด้วยความห้าวหาญ ระหว่างการต่อสู้นี้ แจนน์ถูกยิงด้วยธนูที่ไหล่ซ้าย บาดแผลไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่เธอก็ถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความตระหนก กล่าวกันว่าที่เรื่องราวของแจนน์เป็นที่ประทับใจมาจนทุกวันนี้นั้น อยู่ที่เหตุผลว่าแต่เดิมเธอเป็นเพียงเด็กสาวชาวบ้านธรรมดาที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อประเทศนี่เอง แจนน์หลีกเลี่ยงที่จะฆ่าคน เธอจึงมักจะถือธงนำทัพแล้วบุกนำทหารเข้าต่อสู้พร้อมกับร้องตะโกนเพื่อปลุกขวัญกำลังใจพวกพ้อง และด้วยการที่แจนน์กระทำหน้าที่ซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายด้วยตนเองนี่เองที่ทำให้ทหารสามารถต่อสู้ด้วยความกล้าหาญและปลดปล่อยออร์ลีนส์เป็นอิสระในอีก 7 เดือนให้หลัง
      รูปของแจนน์ที่เครแมน เดอ โฟแกนเบิร์ก วาดเล่นในเอกสารเมื่อปี 1429
วาดโดยจับลักษณะเด่นของแจนน์ได้ดีมาก
      แจนน์ยืนกรานว่าพิธีราชาภิเษกของเจ้าฟ้าชายชาร์ลสจะต้องจัดขึ้นที่เรมส์ เนื่องจากพระเจ้าคลอวิสที่ 1 ซึ่งเป็นต้นตระกูลของราชวงศ์ฝรั่งเศสได้รับศีลล้างบาปที่เรมส์ และกษัตริย์ของฝรั่งเศสแต่ละองค์ต่างก็ประกอบพิธีที่นี่ เพื่อที่จะประกาศสิทธิ์อันถูกต้องของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส ไม่ว่าเช่นไรก็ต้องจัดพิธีขึ้นที่เรมส์ให้ได้
      การจะไปยังเรมส์นั้น ต้องมีการปะทะกับกองทัพอังกฤษอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สุดท้ายข้อเสนอของแจนน์ก็ได้รับการยอมรับ เจ้าฟ้าชายชาร์ลสมุ่งหน้าไปยังเรมส์ ระหว่างการเดินทางก็รับเอาหัวเมืองต่างๆที่เข้ามาสวามิภักษ์ไว้ในปกครอง และในวันที่ 17 กรกฎาคม 1429 ก็ทรงขึ้นครองราชเป็นพระเจ้าชาร์ลสที่ 7 กษัตริย์โดยถูกต้องของฝรั่งเศสในที่สุด
หากในพิธีราชาภิเษก มีคนของฝ่ายเบอร์กันดีซึ่งเป็นศัตรูถูกเชิญมาด้วย ขุนนางของพระเจ้าชาร์ลสที่ 7 ได้เตรียมวางแผนการปกครองใหม่ไว้แล้ว มาถึงตอนนี้ กองกำลังของแจนน์ก็ค่อยๆกลายมาเป็นก้างขวางคอสำหรับฝ่ายเคาทน์อาลังซอนซึ่งยึดหลักการทหารในการปลดปล่อยฝรั่งเศสเสียแล้ว
       แจนน์ต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวในราชวัง เธอมีความเห็นว่าควรที่จะชิงปารีสกลับมาเพื่อเป็นฐานอันมั่นคงให้กับพระเจ้าชาร์ลส หากขุนนางส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยและพอใจต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน ผลทำให้แจนน์ต้องออกรบโดยไม่มีการช่วยเหลือที่เป็นรูปร่างจากกลุ่มขุนนาง
     23 พฤษภาคม 1430 แจนน์ถูกจับโดยฟิลิปป์ที่ 3 ที่แคว้นเบอร์กันดีและหลังจากนั้นถูกส่งมอบตัวให้กับกองทัพอังกฤษ วันที่ 24 ธันวาคมปีเดียวกัน เธอถูกนำตัวไปคุมขังที่รูน
21 กุมภาพันธ์ 1431 การสอบสวนคนนอกรีตเริ่มขึ้นโดยมีชอง ลู เมย์ทอสเป็นประธาน หากเมย์ทอสกังขาในความเที่ยงธรรมของการสอบสวนนี้จึงแทบไม่ได้ปรากฏตัวในศาลเลย แม้แต่ในการตัดสินอย่างเป็นทางการ เขาก็ปิดปากเงียบตลอดเวลา บิชอปแชง ปิแอร์ โคชอง พร้อมกับผู้เกี่ยวข้องกับโบสถ์จำนวนกว่า 60 คนจึงเป็นผู้ดำเนินการสอบสวนแทน
  •  
  •  
      30 พฤษภาคม คณะสืบสวนประกาศว่าแจนน์เป็นคนนอกรีตและขับไล่เธอจากการเป็นคริสเตียน และตัดสินให้แจนน์ถูกลงโทษด้วยการเผาทั้งเป็นโดยกองทัพอังกฤษ
อย่างเคยกล่าวไว้ในเอนทรี่ของ"กิลส์ เดอ เรยส์"แล้วว่าโทษเผาทั้งเป็นนั้นเป็นการลงโทษที่จัดว่าทารุณทั้งต่อร่างกายและจิตใจเป็นที่สุดในยามนั้น นอกจากนี้ เถ้าศพของแจนน์ยังถูกโปรยลงแม่น้ำเซนเพื่อให้ร่างของเธอไม่สามารถกลับสู่ดินเพื่อวันแห่งการพิพากษาได้ นับได้ว่าโทษที่แจนน์ได้รับนั้นเป็นโทษสาหัสอย่างที่สุดสำหรับชาวคริสต์ในสมัยนั้นทีเดียว
      หลังการตายของแจนน์ อิซาเบล โรเม่ ผู้เป็นแม่ของเธอได้ย้ายไปอยู่ที่ออร์ลีนส์หลังจากที่สามีเสียชีวิต และใช้ชีวิตบั้นปลายทั้งหมดของตนในการยืนยันความบริสุทธิ์ของแจนน์และเพื่อให้โบสถ์ยอมรับแจนน์กลับมาเป็นคริสตศาสนิกชนอีกครั้ง ศาลยอมรับให้คำตัดสินที่รูนเป็นโมฆะในปี 1456และอีกเพียง 2 ปีหลังจากนั้น อิซาเบลก็ลาจากโลกนี้ไป
      18 เมษายน 1909 พระสันตปาปาปิโอที่ 10 ประกาศให้แจนน์ ดาร์คเป็นบุญราศี และในวันที่ 16 พฤษภาคม 1920 พระสันตปาปาเบเนดิกต์ที่ 15 ก็ยกเธอขึ้นเป็นนักบุญในที่สุด